ย้อนรอยความ “ปราชัย” สู่จุดเปลี่ยนบอลไทย

ธนัรชต์ คูสมบัติ

ภายหลังผลงานของทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย รอบที่สาม โดยทีมช้างศึกพ่ายยับเยิน 2 เกมรวด ตั้งแต่เปิดบ้านโดน “ซาอุดิอาระเบีย” บุกชนะไป 0-3 วันที่ 23 มีนาคม จากนั้นอีก 5 วันต่อมา บุกไปแพ้ “ญี่ปุ่น” อีก 4-0   ต้องโบกมือลาโอกาสไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่รัสเซียในปีหน้าอย่างเป็นทางการ

ความจริงแล้วความพ่ายแพ้ยับเยินแบบนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วกับทีมไทยและก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายอย่างในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลไทย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าผู้ฝึกสอน ทิศทางรูปแบบของทีม การวางเป้าหมาย หรือแม้กระทั่งตัวผู้เล่นในทีมชาติ

ซาอุฯ60  ไทย  , เอเชียนคัพ (5 ธันวาคม 1996)

 

ทีมไทยในช่วงกลางยุค 90 เป็นมะพร้าวห้าวสุดขีด โดยไล่ตบเพื่อนบ้านในอาเซียนกระเจิงทุกทีมตั้งแต่คว้าเหรียญทองซีเกมส์ที่ ในปี 1995 จากนั้นตามมาด้วยการคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน ปี 1996  อีกทั้งอันดับโลก(FIFA Ranking)  ขณะนั้นทะยานอยู่อันดับที่ 57  และเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย ดังนั้นด้วยผลงานดังกล่าวทำให้ทุกคนต่างคาดหวังว่าเราน่าจะพร้อมแล้วสำหรับการต่อกรกับเกมระดับทวีป

ความเป็นจริงก็ปรากฏตั้งแต่เกมแรกของเอเชียนคัพ ปี 1996 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไทยต้องประเดิมสนามกับ “ซาอุดิอาระเบีย” ซึ่งถือว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของเศรษฐีน้ำมันก็ว่าได้ การันตีด้วยการเป็นทีมแรกของเอเชียที่เข้ารอบ 16 ทีมฟุตบอลโลก 1994 ที่สหรัฐฯ

แต่ทีมไทยก็หาเกรงกลัวต่อศักดิ์ศรีไม่ เปิดเกมรุกโรมรันตั้งแต่เริ่มเกม แต่ผลคือพ่ายแพ้ไปกระจุย 6-0 ก่อนที่จะโดนเพื่อร่วมสายอย่างอิรัก และอิหร่าน ไล่ถล่มไป 4-1 และ 3-1 ตามลำดับตกรอบแบ่งกลุ่มไปตามระเบียบ

ความพ่ายแพ้นี้ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาคนในวงการและแฟนฟุตบอลชาวไทยอย่างแท้จริงว่า ระดับการแข่งขันของเอเชียนั้นเป็นย่างไร ทีมไทยนั้นอยู่ในระดับไหน  และเป็นการจุดประกายให้ฟุตบอลไทยติดตามความเคลื่อนไหวข้อมูลข่าวสารของทีมชาติชั้นนำในเอเชียมากขึ้น

เวียดนาม30 ไทย ,อาเซียนคัพ ( 3 กันยายน 1998)

ในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน 1998 เกิดเหตุการณ์อัปยศในเกมรอบแบ่งกลุ่มที่ ไทย พบ กับ อินโดนีเซีย โดยทั้งสองทีมต่างเล่นเพื่อต้องการแพ้  ด้วยเหตุผลคือจะหนีเจ้าภาพ “เวียดนาม”ในรอบรองชนะเลิศ ระหว่างเกมที่เสมอกัน 2-2  กองหลังอินโดนีเซียกลับตั้งใจยิงเข้าประตูตัวเองในนาทีสุดท้าย ส่งผลให้ไทยชนะไป 3-2

ซึ่งเกมในรอบรองชนะเลิศ ทีมไทย ที่กำลังเผชิญความกดดันอย่างหนักจากกระแสแฟนบอล ถูกเจ้าบ้านถล่มชนะไป 3-0 กลายเป็นสถิติการพ่ายแพ้สกอร์ขาดต่อเวียดนาม จนถึงทุกวันนี้

แน่นอนว่า “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล กุนซือทีมชาติไทยยุคนั้นถูกวิจารณ์อย่างหนักทั้งในและต่างประเทศจนประกาศลาออกจากตำแหน่งพร้อมด้วยความด่างพร้อย ซึ่งทำให้วงการฟุตบอลไทยทั้งสื่อมวลชนและแฟนบอลเริ่มหันมาให้ความสำคัญช่วยกันสอดส่องของความเป็นมืออาชีพและจริยธรรรมของฟุตบอลไทยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

อินโดนีเซีย21 ไทย,อาเซียนคัพ (7 ธันวาคม 2010)

ทีมชาติไทยภายใต้การนำทัพของ ไบรอัน ร็อบสัน  ซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับการเตรียมทีมพอสมควร เพราะโปรแกรมฟุตบอลภายในประเทศที่แน่นเอี้ยด แต่เนื่องด้วยความเชื่อมั่นของสมาคมฟุตบอลยุคนั้นว่าสามารถเอาอยู่ จึงทำการจบการแข่งขันฟุตบอลภายในประเทศเพียงแค่ 3 วันก่อนเริ่มการแข่งขันอาเซียนคัพที่ประเทศอินโดนีเซีย

พูดง่ายๆคือปิดลีกเสร็จสิ้น เช้าวันรุ่งขึ้นประกาศประชุมตัดตัว จากนั้นวันต่อมาเดินทางถึงอินโดนีเซีย  ซ้อมทีมอีกหนึ่งวัน และวันรุ่งขึ้นลงแข่งทันที ผลก็คือต้องไล่ตามตีเสมอลาว 2-2 ในเกมแรก และเสมอกับมาเลเซีย ชนิดที่เกือบเอาตัวไม่รอด ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับอินโดนีเซีย เจ้าภาพไป 2-1 ตกรอบไปโดยปริยาย

ด้วยผลงานแบบนี้เองทำให้สมาคมฯ มีความตื่นตัวและเล็งเห็นความสำคัญในการเตรียมทีม รวมถึงการจัดโปรแกรมฟุตบอลภายในประเทศ ที่เอื้อประโยชน์แก่ฟุตบอลทีมชาติด้วย

เลบานอน52 ไทย, เอเชียนคัพ รอบคัดเลือก ( 22 มีนาคม 2013)

ทีมชาติไทยในยุคของ “วินฟรีด เชเฟอร์”  ได้แรงส่งชั้นดีจากการเติบโตของฟุตบอลลีกภายในประเทศที่ผลิตนักฟุตบอลฝีเท้าดีออกมาจำนวนมาก

โดยการแข่งขันในรอบคัดเลือกทีมไทยอยู่สายเดียวกับ อิหร่าน, คูเวต และ เลบานอน แต่ก็เกิดเหตช็อคแฟนบอลตั้งแต่เกมแรกด้วยการพ่ายแพ้คูเวตในบ้าน 1-3 เกมที่สองจึงจำเป็นต้องกู้ศรัทธาแฟนบอลให้กลับมาให้ได้ จากการบุกไปเยือน “เลบานอน” ซึ่งเป็นทีมที่ไทยมีสถิติข่มมาตลอด

แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ ทีมช้างศึกพ่ายแพ้คากรุงเบรุต อย่างขาดลอย 5-2 และเป็นการแพ้ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ต่อเลบานอน

การพ่ายแพ้เกมดังกล่าว เป็นการคุมทีมชาติไทยนัดสุดท้ายของเชเฟอร์ ก่อนที่จะมีกุนซือที่เข้ามาขัดตาทัพอย่าง “สุรชัย จตุรภัทรพงศ์” ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ จนสุดท้ายก็ได้มีการต่งตั้ง “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน